6 สิ่งห้ามทิ้งไว้ในรถเด็ดขาด

6 สิ่งห้ามทิ้งไว้ในรถเด็ดขาด เชื่อว่าหลายคนใช้ชีวิตบนรถเหมือนเป็นบ้านหลังที่สอง ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า และอุปกรณ์ต่างๆ ถูกวางทิ้งไว้ในรถเพื่อให้สะดวกในการใช้งาน หยิบจับง่าย แต่ใครจะไปรู้ สิ่งของบางอย่างก็ไม่ควรลืมทิ้งไว้ในรถเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่าง ได้ ว่าแต่จะมีอะไรบ้างบ้างมาดูกันเลย

1. ไฟแช็ก

สำหรับนักขับที่เป็นสายสูบ มักจะมีไอเทมหนึ่งติดตัวอยู่เสมอก็คือ ไฟเช็ก แต่ถ้าเผลอไปวางทิ้งไว้ในรถที่โดนแดดหละก็ อาจจะเกิดระเบิดขึ้นได้ เพราะว่า ไฟแช็ก เป็นสิ่งของที่ห้ามทิ้งไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 50 องศาเซลเซียส หรือโดนแสงแดดเป็นเวลานานๆ ซึ่งแน่นอนว่า เวลาเราจอดรถตากแดดจัดๆ นั้น อุณหภูมิภายในรถยนต์ สามารถสูงขึ้นไปได้ถึง 60 องศาเซลเซียสทีเดียว นั่นก็แปลได้ว่า เราไม่ควรลืมไฟแช็กไว้ในรถยนต์เด็ดขาด

2. กระป๋องสเปรย์

การเก็บกระป๋องสเปรย์ไว้ในรถยนต์โดยเฉพาะบริเวณคอนโซลด้านหลังและด้านหน้าติดกับกระจก อาจทำให้เกิดระเบิดได้ เพราะเมื่อกระป๋องสเปรย์ถูกความร้อนจากแสงแดด จะทำให้วัตถุและสารเคมีพร้อมแก๊สที่อยู่ภายในเกิดการขยายตัวจนเกิดการระเบิดขึ้น และแรงอัดอาจส่งผลทำให้กระจกรถยนต์แตกได้ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเป็นรถยนต์ที่ติดแก๊สอยู่แล้วด้วย ยิ่งเพิ่มความรุนแรงของระเบิด จนอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตเลยก็ว่าได้

3. ขวดน้ำ

ใครจะเชื่อว่า ขวดน้ำ ในรถเพียงแค่ขวดเดียว มันก็ทำให้เกิดไฟไหม้รถได้ แต่นี่คือเรื่องจริง เพราะเคยมีคนประสบเหตุนี้ ไฟไหม้เบาะรถเสียหาย สาเหตุเกิดจาก จอดรถตากแดดแล้วมีขวดน้ำทิ้งไว้ในรถ ซึ่งขวดน้ำนั้นทำมุมกับแสงแดด จนกลายเป็นแว่นขยายที่รวมแสงไว้ในที่เดียว เพียง 7 นาทีเท่านั้น ก็อาจเกิดไฟไหม้สิ่งของภายในรถได้เลย

4.โทรศัพท์

โทรศัพท์มือถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรทิ้งไว้ในรถ เพราะมันอาจทำให้เกิดไฟไหม้รถยนต์ซึ่งเกิดจากโทรศัพท์มือถือที่พบความร้อนสูงในรถสามารถที่จะทำปฏิกิริยากับสารเคมีรวมทั้งการตกแต่งภายในของตัวรถเองนั้นก็มีทั้งที่นั่งในรถคอนโซลที่เป็นเชื้อเพลิงทำให้เกิดการติดไฟเอง

5. แบตสำรอง หรือ พาวเวอร์แบงค์

พาวเวอร์แบงค์ เป็นอุปกรณ์ที่หลายคนพกติดตัวไว้เพื่อต่อลมหายใจให้โทรศัพท์ แต่รู้ไหมว่า ถ้าลืมพาวเวอร์แบงค์ไว้ในรถยนต์ที่จอดกลางแดด ก็อาจทำให้เกิดไฟลุกไหม้รถได้ ซึ่งสาเหตุก็เป็นเพราะ พาวเวอร์แบงค์นั้น เป็นรุ่นลิเธียมไอออนที่เก่าและเสื่อมคุณภาพ มีโอกาสที่จะเกิดการลัดวงจร ระเบิด หรือติดไฟจนลุกไหม้ได้นั่นเอง

6.แผ่นยางกันลื่น

อุปกรณ์อื่นที่สามารถสร้างความเสียหายให้กับรถยนต์ได้คือแผ่นยางกันลื่นเนื่องจากแผ่นยางสัมผัสกับความร้อนเป็นเวลานานมันอาจละลายติดกับคอนโซลจนกว่าจะเกิดความเสียหาย

6 สิ่งห้ามทิ้งไว้ในรถเด็ดขาด
6 สิ่งห้ามทิ้งไว้ในรถเด็ดขาด
6 strictly prohibited items to be left in the car.

Believe that many people live in the car like a second home, including clothes, shoes and other accessories Was left in the car for ease of use, easy to handle but who knows Certain things should never be left in the car. Because it can cause unforeseen events but there will be some things. Let’s see.

1. Lighters

For motorcyclists Always have an item with you at all, it is a Czech fire, but if you accidentally leave it in a car that is exposed to the sun, then It may explode as a lighter is not allowed to be at temperatures above 50 degrees Celsius or exposed to sunlight for a long time. Of course When we park the car in the sun, the temperature inside the car Can rise up to 60 degrees Celsius at a time That means We should never forget the lighter in the car.

2. Aerosol can

Storing spray cans in cars, especially the console, the back and front are attached to the glass. May cause explosion Because when the spray can is heated by sunlight Will cause the material and chemicals along with the gas inside to expand until the explosion occurs And compressive strength may cause the glass to break More than that If the car is already equipped with gas Increasing the intensity of the bomb. Until it could cause life threatening.

3. Water bottles

Who would believe that only one water bottle in the car It can cause a car fire. But this is a true story Because there have been people who experienced this The fire of the car seat has been damaged. Causes Park the car in the sun and have a bottle of water left in the car. In which the water bottle is angled to sunlight Until it turns into a magnifying glass that combines light in one place. In just 7 minutes, it could cause a fire in the car.

4. Phone

Mobile phones are another thing that shouldn’t be left in the car. Because it can cause a car fire, which is caused by mobile phones that experience high heat in the car, able to react with chemicals as well as the interior of the car itself, it has both the car seat and the fuel console. Self-igniting

5. Backup batteries or power banks

Power bank Is a device that many people carry with them to breathe on the phone, but did you know that if you forget the power bank in a car parked in the sun It may cause a fire to burn the car. Which is because That power bank It is an old and deteriorated lithium-ion model. There is a chance that a short circuit, explosion, or ignite until igniting.

6. Non-slip rubber pads

Other devices that can damage the car are anti-slip rubber pads. Since the rubber pad has been exposed to heat for a long time, it may melt next to the console until it is damaged.

ขอบคุณข้อมูลจาก : Google
สามารถติดตามข่าวสารเกี่ยวกับรถ : >>>ได้ที่นี่<<<

การคลุมผ้ารถที่ถูกต้อง

การคลุมผ้ารถที่ถูกต้อง ผ้าคลุมรถนอกจากจะเป็นตัวช่วยที่ดีในการดูแลรักษาสภาพรถยนต์ให้ห่างไกลจากรอยขีดข่วน ความซีดจาง หรือคราบสกปรกต่าง ๆ จากสภาพอากาศ และมลภาวะแล้วยังถือเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ผู้ใช้รถควรจะต้องใส่ใจด้านวิธีการใช้งานให้ดีเช่นเดียวกัน เพราะความเสียหายต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ของคุณนั้นอาจจะมีสาเหตุมาจากการใช้งานผ้าคลุมรถแบบผิด ๆ ก็เป็นได้

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการใช้ผ้าคลุมรถ

เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง วันนี้เราจึงนำข้อควรรู้เกี่ยวกับการใช้งานผ้าคลุมรถมาฝาก เพื่อให้เจ้าของรถทุกท่านตระหนักถึงการใช้งานการดูแลรักษาและวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับทั้งตัวผ้าคลุมรถและตัวรถยนต์ตามมาซึ่งจะมีข้อควรรู้ใดบ้างนั้น ไปดูกันเลย

1.ควรเจาะรูด้านข้างผ้าคลุมเพื่อช่วยระบายความร้อน
หลายคนอาจจะใช้ผ้าคลุมรถผิดวิธี ด้วยการคลุมรถให้มิดชิดทั้งหมดซึ่งจะส่งผลให้รถยนต์ไม่สามารถระบายความร้อนได้ดีเท่าที่ควร ดังนั้นแนะนำให้เจาะรูบริเวณด้านข้างของผ้าคลุมรถ เพื่อให้ความร้อนที่สะสมจากตัวรถยนต์ซึ่งจอดไว้กลางแดดนานๆ สามารถระบายออกได้

2.ควรซื้อกระเป๋าสำหรับเก็บผ้าคลุม
หากจำเป็นต้องคลุมผ้าให้กับรถยนต์ในระหว่างฝนตกการจัดเก็บผ้าคลุมรถหลังจากนั้นอาจจะเป็นไปด้วยความยุ่งยาก เพราะความเปียกชื้นของผ้าคลุมอาจจะทำให้สิ่งของต่างๆ รอบข้างเปรอะเปื้อนไปด้วย ทางที่ดีคุณควรซื้อกระเป๋าสำหรับจัดเก็บผ้าคลุมรถยนต์เอาไว้เพื่อให้สามารถเก็บรวมกับสิ่งของอื่นๆ ได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น

3.ระมัดระวังการใช้ผ้าคลุมรถในสถานที่ที่มีลมแรง
การใช้ผ้าคลุมรถอาจจะส่งผลเสียต่อตัวรถยนต์หากใช้งานในบริเวณที่มีลมพัดแรงเพราะลมอาจจะพัดตัวผ้าคลุมให้เกิดการเสียดสีกับพื้นผิวของรถยนต์ได้ ทำให้เกิดรอยขีดข่วนตามมา ดังนั้นจึงจำเป็นต้องสังเกตให้ดีว่าบริเวณที่คุณจอดรถเอาไว้นั้นมีลมเข้าถึงมากน้อยเพียงใด

4.ควรใช้ผ้าคลุมพลาสติกกับรถรุ่นเก่าหรือรถคลาสสิคที่ทำสีใหม่
รถรุ่นเก่าหรือรถคลาสสิคที่ทำสีใหม่นั้นคุณจำเป็นต้องใช้ผ้าคลุมรถพลาสติกแทนผ้าคลุมรถธรรมดา เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้รถขึ้นสนิมและยังสามารถป้องกันฝนหรือแสงแดดที่จะสร้างความเสียหายให้กับรถยนต์ได้อีกด้วย

นี่ก็คือ 4 ข้อควรรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการใช้ผ้าคลุมรถที่ถูกวิธี เพื่อให้เจ้าของรถสามารถปกป้องรถยนต์ของคุณจากแสงแดดฝนและฝุ่นละอองได้อย่างเหมาะสม เพื่อไม่เกิดความเสียหายที่อาจจะทำให้เสียค่าใช้จ่ายตามมาภายหลังอีกทั้งยังเป็นวิธีที่จะช่วยดูแลรักษาทั้งผ้าคลุมและรถยนต์ให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากขึ้นได้ด้วย

การคลุมผ้ารถที่ถูกต้อง
การคลุมผ้ารถที่ถูกต้อง

Correct car cover Car cover is not only a good helper to keep the car away from scratches, fading or dirt from the weather and pollution, it is also an important equipment that car users should pay attention to. Regarding how to use it well as well Because of various damages What happens to your car may be caused by the wrong use of car covers.

1.Should punch holes in the side of the cover to help ventilate heat.

Many people may be using the car cover incorrectly. By covering the car completely, which will result in the car not able to ventilate heat as it should be Therefore, it is recommended to drill a hole on the side of the car cover In order to keep the heat accumulated from the car which is parked in the sun for a long time Can drain

2.Should buy bags for storing covers

If it is necessary to cover the car with fabric during the rain, storing the car cover after that may be complicated. Because the wetness of the veil may cause various things All around was stained with Best way is to buy a bag for storing car covers to be able to collect with other items. More conveniently

3.Be careful to use car covers in windy locations.

Using a car cover may have a negative effect on the car if used in a windy area because the wind may blow the car cover to cause friction on the car’s surface. Causing scratches to follow Therefore, it is important to note that the area where you parked the car has much access to air.

4.Plastic cover should be used on older cars or classic cars with new paint.

Older or classic cars with new colors, you need to use plastic car covers instead of ordinary car covers. To help prevent the car from rusting and can also prevent rain or sunlight that will damage the car as well

ขอบคุณข้อมูลจาก : Google
สามารถติดตามข่าวสารเกี่ยวกับรถ : >>>ได้ที่นี่<<<

ทำยังไงถ้าเกิดอุบัติเหตุรถชน

ทำยังไงถ้าเกิดอุบัติเหตุรถชน 10 สิ่งที่ควรทำเมื่อเกิดอุบัติเหตุ แล้วจะไม่เสียเปรียบคู่กรณี เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น หลายคนมักตกใจ สติแตก เกิดความสับสน ว่าจะทำอย่างไรดี จะติดต่อใคร  มีคำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเมื่อเกิดอุบัติเหตุมาฝากกันครับ สิ่งที่คุณควรทำเมื่อเกิดอุบัติเหตุ คือ

1. หยุดรถ ให้หยุดรถทันทีแม้จะเป็นอุบัติเหตุเล็กน้อย อย่าเลื่อนรถจนกว่าจะตกลงกันได้ว่า ใครเป็นคนผิด หรือถ้าจะให้ดีควรรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาตีเส้นอุบัติเหตุก่อน เว้นแต่เกิดอุบัติเหตุในที่เปลี่ยว ให้จดเลขทะเบียนรถคู่กรณี สีรถ ยี่ห้อ ตำหนิ เวลาและสถานที่เกิดเหตุไว้ แล้วขับต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงที่ชุมชนหรือพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ 

2. อย่าพูดพล่อย ถ้ายังไม่แน่ใจว่าใครเป็นฝ่ายผิด การขอโทษของคุณอาจเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งอ้างได้ว่า คุณยอมรับเป็นฝ่ายผิด อีกทั้งไม่ควรกล่าวโทษอีกฝ่าย การกล่าวโทษคู่กรณีอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก จำไว้ว่าคุณไม่มีอำนาจตัดสินว่าใครผิดใครถูก รอให้เจ้าหน้าที่เคลมประกันที่คุณทำประกันภัยรถยนต์มาช่วยดูที่เกิดเหตุก่อนก็ดี

3. ให้ข้อมูล ควรให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวคุณ ชื่อ ที่อยู่ เลขทะเบียนรถและชื่อประกันที่คุณมี แก่คู่กรณีหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ

4. หาข้อมูล ควรขอข้อมูลจากคู่กรณีด้วย หากอีกฝ่ายไม่ให้ ก็ให้จดรูปพรรณและเลขทะเบียนรถไว้  อย่าพยายามยึดใบขับขี่ของคู่กรณีไว้ เพราะคุณอาจโดนข้อหาลักทรัพย์

5. แจ้งตำรวจ หลังเกิดเหตุควรแจ้งตำรวจทุกครั้ง แม้เป็นเพียงอุบัติเหตุเล็กน้อย หรืออีกฝ่ายยอมรับผิดก็ตาม มิฉะนั้นแล้วหากอีกฝ่ายแจ้งความในภายหลัง เจ้าหน้าที่จะสรุปว่าคุณเป็นฝ่ายหลบหนีและคุณจะเป็นฝ่ายผิดทุกกรณี หากเจ้าหน้าที่ยังไม่มาให้คุณไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดูที่เกิดเหตุ และตีเส้นตำแหน่งรถ หากไม่สามรถติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ ให้คุณทำหนังสือยืนยันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไว้เป็นหลักฐาน โดยลงชื่อยืนยันไว้ทั้งสองฝ่าย อย่าหลงเชื่อคู่กรณี หากอีกฝ่ายบอกว่าไม่ต้องแจ้งตำรวจ เพราะอีกฝ่ายอาจปฏิเสธความรับผิดชอบในภายหลัง หากคุณไม่มีเจ้าหน้าที่เป็นพยาน หรือหนังสือยืนยัน ตามกฏหมายจะถือว่าคำพูดของคุณอ่อนหลักฐาน

6. หาพยาน  สอบถามจากคนในบริเวณที่เกิดเหตุ อาจเป็นคนเดินถนน หรือรถคันข้างๆ หากเขายินยอมเป็นพยานให้คุณจดชื่อและที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์เพื่อติดต่อเอาไว้

7. ไปโรงพยาบาล หากคุณสงสัยว่าได้รับบาดเจ็บควรไปพบแพทย์ หากปล่อยไว้อาจจะเป็นอันตรายและการเรียกร้องค่าเสียหายในภายหลังจะยากขึ้นด้วย

8. แจ้งความ ในกรณีที่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตให้รีบแจ้งความทันที แม้กฎหมายจะผ่อนปรนให้แจ้งความในเวลา 6 เดือน เพราะ บริษัทประกันรถยนต์ส่วนใหญ่ไม่รับใบแจ้งความย้อนหลัง

9. ตกลงเงื่อนไขการจ่ายค่าเสียหาย เรียกเจ้าหน้าที่ประกันภัยมาทันทีหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่สามารถช่วยแนะนำคุณได้ว่าควรให้บริษัทชดใช้ หรือคุณควรจะจ่ายเอง

10. อย่ารีบรอมชอม หลังอุบัติเหตุหากอีกฝ่ายเป็นฝ่ายยอมรับผิด และคุณสงสัยว่าคุณจะได้รับบาดเจ็บ อย่าเพิ่งรีบรับข้อเสนอให้ยอมความ เพราะการบาดเจ็บอาจต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะรู้อาการ หากคุณยอมความไปแล้ว การเรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติมจะทำได้ยากขึ้น 

ทำยังไงถ้าเกิดอุบัติเหตุรถชน
ทำยังไงถ้าเกิดอุบัติเหตุรถชน
What to do if a car crash

What to do if a car crash has 10 things to do in an accident And will not disadvantage the parties When an accident occurs Many people are shocked, confused, confused. What to do, who to contact, and advice on how to behave correctly in the event of an accident. What you should do when an accident is

Stop the car to stop immediately, even if it is a minor accident. Do not move the car until you can decide who is wrong or, if you do well, wait for the police to come to the accident first. Except in the lonely accidents Write down the registration number of the parties, car color, brand, blame, time and place of accident. And keep driving until you reach the community or meet the police

Don’t chatter if you’re not sure who’s wrong. Your apology may make other people claim that you admit it was wrong.Also, you shouldn’t condemn the other person, accusing them of making the situation worse. Remember that you don’t have the power to decide who is right and who is right. Wait for the officer to claim the insurance that you have car insurance. Come see the scene first.

Notifying the police after the accident should notify the police every time. Even if it’s just a minor accident Or the other party admits wrong Otherwise, if the other party reports later The officer will conclude that you are the escape and that you are the wrongdoer in all cases. If the officer has not come to you to report to the

position If unable to contact staff Make a letter confirming the incident as evidence. By signing to confirm on both sides Do not believe in the parties If the other party says that it is not necessary to notify the police Because the other person may deny responsibilit

Go to the hospital. If you suspect an injury should go to the doctor. If left unchecked, it may be dangerous and subsequent claims will be more difficult.

ขอบคุณข้อมูลจาก : Google
สามารถติดตามข่าวสารเกี่ยวกับรถ : >>>ได้ที่นี่<<<

การตรวจเช็คระบบเบรค

การตรวจเช็คระบบเบรค โดยปกติเราควรเปลี่ยนผ้าเบรคทุก 50,000 – 80,000 กม. สำหรับรถเกียร์ธรรมดา ถ้าเป็นรถเกียร์อัตโนมัติควรเปลี่ยนทุก 50,000 กม. ส่วนน้ำมันเบรคควรเปลี่ยนทุก 40,000 กม.

การตรวจสภาพและระดับน้ำมันเบรค

ตรวจระดับน้ำมันเบรคที่กระปุกน้ำมันเบรคต้องมีระดับไม่ต่ำกว่า Min และไม่เกินระดับ Max ที่ข้างกระปุกน้ำมันเบรค

ถ้าสภาพน้ำมันเบรคมีสีดำ แสดงว่าลูกยางเบรคเสื่อมสภาพ ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรคใหม่ และควรเปลี่ยนลูกยางเบรคใหม่ด้วย

น้ำมันเบรคสามารถทำปฏิกิริยากับสีรถได้ ดังนั้นควรใช้ความระมัดระวังในการเติมอย่าให้เกินระดับ Max เพราะเมื่อรถวิ่งน้ำมันเบรคอาจกระเฉาะไปโดนตัวถังรถได้

ไม่ควรใช้น้ำมันเบรคที่เปิดฝาไว้แล้วเกินกว่า 1 ปี เนื่องจากน้ำมันเบรคเป็นสารดูดความชื้น น้ำมันเบรคอาจเสื่อมสภาพเนื่องจากจุดเดือดลดลง ส่งผลให้น้ำมันเบรคเดือดได้ง่ายเมื่อใช้งานเบรคอันจะมีผลต่อประสิทธิภาพการเบรค

ระดับน้ำมันเบรคพร่องจากปกติ เกิดจากการรั่วที่ลูกยางแม่ปั๊มเบรค รั่วที่ลูกยางในปั๊มล้อหรือที่ซีล(ลูกยาง)ในคาลิปเปอร์ หรือรั่วที่ท่อยางเบรค

การทดสอบหม้อลมเบรคเบื้องต้น

เนื่องจากหม้อลมเบรคใช้สุญญากาศในการเพิ่มแรงเบรคจากแป้นเหยียบเบรค โดยอากาศในหม้อลมเบรคจะถูกดูดเข้าท่อร่วมไอดีเมื่อเครื่องยนต์ทำงาน ดังนั้นถ้าดับเครื่องยนต์แล้วหม้อลมเบรคก็ยังเป็นสุญญากาศอยู่ให้เหยียบเบรคใช้งานได้อีกประมาณ 2-3 ครั้ง หลังจากนั้นสุญญกาศในหม้อลมเบรคก็จะหมดลง ส่งผลให้การเหยียบเบรคต้องใช้แรงมากขึ้น 

เราสามารถทดสอบหม้อลมเบรคง่ายๆด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. ดับเครื่องยนต์แล้วเหยียบเบรคจนสุดประมาณ 5 ครั้งแล้วเหยียบเบรคค้างไว้
  2. ให้ทำการ Start เครื่องยนต์ โดยที่ยังเหยียบเบรคค้างไง้ เบรคจะต้องจมลึกลงไปเล็กน้อย
  3. ยังคงเหยียบเบรคคาไว้แล้วดับเครื่อง รอประมาณ 30 วินาที ความสูงแป้นเบรคจะต้องไม่เปลี่ยนแปลง
  4. ปล่อยเท้าจากเบรคแล้ว Start เครื่องยนต์อีกครั้งเป็นเวลา 1 นาที แล้วดับเครื่อง เหยียบเบรคหลายๆ ครั้ง การเหยียบแต่ละครั้งจะรู้สึกว่าแป้นเบรคหนักและสูงขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะว่าสูญญากาศในหม้อลมลดลงซึ่งเป็นเรื่องปกติ

การทดสอบระบบเบรค

ขับรถที่ความเร็วประมาณ 40 กม.ต่อชั่วโมง จับพวงมาลัยหลวมๆ แล้วทำการเหยียบเบรคลงไปทันที แล้วสังเกตการหมุนของพวงมาลัย ถ้าไม่หมุนแสดงว่าปกติ ถ้าพวงมาลัยหมุนควรไปตรวจเช็คระบบเบรคอย่างละเอียด

หากพวงมาลัยหมุนไปทางซ้าย : เบรคล้อซ้ายทำงานเร็วกว่าล้อขวา

หากพวงมาลัยหมุนไปทางขวา : เบรคล้อขวาทำงานเร็วกว่าล้อซ้าย

ถ้ามีเสียงขณะเหยียบเบรค อาจเกิดจากผ้าเบรคหมด ผ้าเบรคร้อนจัด มีเศษหินไปติดในจานเบรค ผิวหน้าผ้าเบรคแข็งเป็นเงามัน ลูกปืนของล้อรถสึกหรอหรือหลวมมาก ลูกยางเบรคเสื่อมสภาพ

การตรวจเช็คระบบเบรค

Normally, we should change brake pads every 50,000 – 80,000 km for manual gear cars. If it is an automatic transmission, change every 50,000 km. Brake fluid should change every 40,000 km.

Checking condition and brake fluid level

Check the brake fluid level at the brake fluid bottle. Must be at least Min and no more than the Max at the side of the brake fluid.

If the brake fluid condition is black Indicating that the brake shoes wear out Should change the brake fluid And should change the brake shoes as well.

Brake fluid can react with the color of the car Therefore, be careful when adding. Do not exceed the Max level because when the car runs, brake fluid may break into the car body.

Brake fluid should not be used for more than 1 year since brake fluid is a desiccant. Brake fluid may deteriorate due to the boiling point decreasing. Resulting in brake fluid to boil easily when using the brake which will affect the brake performance.

Normal brake fluid level Caused by a leak on the mother of the brake pump, the leak of the rubber in the wheel pump or the seal (rubber) in the caliper. Or leak at the brake hose

Preliminary brake booster test

As the brake booster uses vacuum to increase the brake force from the brake pedal, air in the brake booster will be sucked into the intake manifold when the engine is running. Therefore, if the engine is turned off and the brake booster is still vacuum, use the brake pedal for another 2-3 times, after which the vacuum in the brake booster will be depleted. Resulting in more force on the brake pedal

We can test the brake booster easily with the following steps

  1. Turn off the engine, then press the brake to the maximum of about 5 times, then hold the brake.
  2. Start the engine while still holding the brake. The brakes must sink a little deeper.
  3. Keep stepping on the brake and turn off the engine. Wait about 30 seconds. The brake pedal height must not change.
  4. Release the foot from the brake. Start the engine again for 1 minute and then turn off the engine. Brake pedal several times. Each step will feel the brake pedal harder and higher continuously. Because the vacuum in the air pot is down, which is normal.

Brake system testing

Drive at a speed of about 40 km per hour. Hold the steering wheel loose. Then stepped on the brake immediately And observe the rotation of the steering wheel If not rotated, it is normal. If the steering wheel rotates, check the brake system thoroughly.

If the steering wheel rotates to the left: the left wheel brake is faster than the right wheel

If the steering wheel rotates to the right: the right wheel brake is faster than the left wheel

If there is a sound while stepping on the brake May be due to brake pads run out. Brake Pad There is a piece of stone stuck in the brake disc. The surface of the brake surface is hard, glossy. The bearings of the wheels are very loose or worn. Brake tire deterioration

ขอบคุณข้อมูลจาก : Google
สามารถติดตามข่าวสารเกี่ยวกับรถ : >>>ได้ที่นี่<<<