ถนนร้อนทำให้ยางระเบิดจริงหรือ ?

ถนนร้อนทำให้ยางระเบิดจริงหรือ ? ถนนร้อนทำให้ยางระเบิดจริงหรือ? ยางสัมผัสกับพื้นถนนโดยตรงอยู่แล้วและถนนก็ร้อนจากแสงแดดหรืออุณหภูมิ แต่ต้องบอกว่าถนนร้อนมันไม่ได้ส่งผลใด ๆ กับยางของเราที่จะทำให้ยางระเบิด เพราะเมื่อรถของเราวิ่งล้อของเราจะหมุนไปเรื่อย ๆ ถ้าเราวิ่งด้วยความเร็วปกติขณะที่เราขับรถจะมีลมแรงเข้ามาปะทะกับยางของเรา ซึ่งลมที่พัดเข้ามาจะช่วยลดอุณหภูมิ

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการยางระเบิด

  1. ยางหมดอายุการใช้งาน เช่น แก้มยางมีรอยแตกลายงา บวม ฉีกขาด ดอกยางหมดสภาพ เป็นต้น
  2. ยางเก่าเก็บ
  3. ขับรถโดยใช้ความเร็วเกินพิกัดยางที่กำหนดไว้
  4. บรรทุกน้ำหนักเกินค่ากำหนด
  5. สูบลมยางไม่ถูกต้อง
  6. เปลี่ยนยางใหม่แต่ใช้จุ๊บเติมลมอันเก่า
  7. ยางร้อนจัดเนื่องมาจากเบรกติดที่ล้อใดล้อหนึ่ง กรณีนี้อาจทำให้เกิดไฟไหม้รถได้

แต่ในกรณีที่ยางระเบิดเพื่อน ๆ คุณควรมีสติและควบคุมสติให้ดี มือทั้งสองข้างต้องจับพวงมาลัยให้แน่น การถอนคันเร่งและมองที่กระจกหลังเพื่อดูว่ามีรถกี่คันตามมาแตะเบรกเบา ๆ และเร็ว ๆ อย่าเหยียบคลัตช์ ควรตรวจสอบสภาพของยางรถยนต์เป็นประจำก่อนออกเดินทางเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น

ถนนร้อนทำให้ยางระเบิดจริงหรือ
ถนนร้อนทำให้ยางระเบิดจริงหรือ
Is the hot road really making the tires explode?

Is the road hot causing the tires to explode? Is the road hot causing the tires to explode? The tires are already in direct contact with the road and the road is hot from sunlight or high temperatures But having to say that the road is hot, it does not affect our tires that make tires burst. Because when our car is running, our wheels will keep spinning. If we run at normal speed while we drive, a strong wind will come in contact with our tires. Which the wind blows in will reduce the temperature

Causes of tire explosion

  • The tire has expired, such as the sidewall has cracks, swollen tread, the tread is worn out, etc.
  • Old tires collect
  • Driving at a speed exceeding the specified tire rating.
  • Overweight
  • Incorrect tire bellows
  • Change new tires, but use the old air kisses.
  • Extremely hot tires due to braking on one of the wheels In this case, it can cause a car fire.

ขอบคุณข้อมูลจาก : Google
สามารถติดตามข่าวสารเกี่ยวกับรถ : >>>ได้ที่นี่<<<

ก่อนที่ประกันจะหมด ควรซ่อมอะไหล่ชิ้นไหน

ก่อนที่ประกันจะหมด ควรซ่อมอะไหล่ชิ้นไหน  ในช่วง 3-5 ปีแรกที่ซื้อรถมา เชื่อว่าหลายๆ คนคงไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการใช้รถมากนัก หลังจากผ่านช่วงเวลา 3-5 ปีมาแล้ว ส่วนใหญ่มักจะถึงระยะเวลาของอะไหล่บางชิ้นที่จะต้องเริ่มเปลี่ยน ยิ่งเมื่อรถใกล้จะหมดประกัน ส่วนใหญ่ก็มักจะพบปัญหาจุกจิกเล็กๆ น้อยๆ ก็เริ่มจะตามมา ซึ่งในวันนี้จะนำทุกคนมาดูกันว่าก่อนที่รถจะหมดระยะประกัน ควรตรวจเช็คและซ่อมบำรุงในจุดไหนของรถกันบ้าง

ก่อนที่ประกันจะหมด ควรซ่อมอะไหล่ชิ้นไหน
ก่อนที่ประกันจะหมด ควรซ่อมอะไหล่ชิ้นไหน

1. หม้อน้ำ

รถที่มีการใช้งานมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว หรือใช้งานมาเกินหลักแสนกิโล เรื่องของการระบายความร้อน ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก ถึงแม้ปกติหากไม่เคยขับรถชน หรือเกิดอุบัติเหตุเลย หม้อน้ำจะมีอายุการใช้งานอยู่ราวๆ สองแสนกิโลเมตร แต่เพื่อความสบายใจก่อนรถหมดระยะประกันก็ลองตรวจเช็คดูสภาพสักหน่อย ว่าหม้อน้ำมีความชำรุด หรือเสียหายหรือไม่

2. เกียร์

เกีนร์ ถือได้ว่าเป็นส่วนที่แพงที่สุดในบรรดาอะไหล์ทั้งหมดเลยก็ว่าได้ หากรอให้รถหมดประกันแล้วค่อยไปตรวจเช็ค ได้มีกุมขมับกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแน่นอน ดังนั้นก่อนรถหมดระยะประกัน ให้ทำการตรวจสอบระบบเกียร์ หากการทำงานมีปัญหา หรือมีการชำรุดจะได้รีบเครมได้ในทันที

3. ระบบเบรก

เป็นหนึ่งในระบบที่มีการใช้งานมากที่สุด และเป็นระบบที่คุณควรให้ความใส่ใจมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของความปลอดภัยมากที่สุด ดังนั้นก่อนรถหมดระยะประกันควรนำรถของคุณเข้าเช็คระบบเบรกทั้งหมด เพื่อความปลอดภัยในการใช้งานรถ

4. สายพาน

สายพานถือเป็นอะไหล่ชิ้นสำคัญที่ช่วยให้รถยนต์สามารถขับเคลื่อนตัวได้ ดังนั้นก่อนรถหมดระยะประกัน การนำรถเข้าตรวจเช็คสายพานว่ายังมีสภาพดีอยู่ไหม เกิดการชำรุดหรือเปล่าก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่สำคัญที่ไม่ควรมองข้าม หากตรวจสอบและพิจารณาแล้วว่าควรเปลี่ยนสายพาน ก็แนะนำให้เปลี่ยนจะได้ไม่มีปัญหาจุกจิกตามมาทีหลัง

5. ยางแท่นเครื่อง

หากคุณรู้สึกว่ารถของคุณมีอาการสั่นสะท้านตอนที่กำลังสตาร์ทรถ นั่นเป็นสัญญาณที่กำลังบอกว่า ยางแท่นเครื่องของรถคุณกำลังเสื่อม ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติอะไร เพราะอาการนี้มันมักจะเกิดกับรถที่ผ่านการใช้งานมาแล้วระยะเวลาหนึ่ง หรือเกินหลักแสนกิโลเมตร ดังนั้นก่อนที่รถของคุณจะหมดระยะประกัน ลองตรวจตรงจุดนี้หน่อยก็เป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย

ก่อนที่ประกันจะหมด ควรซ่อมอะไหล่ชิ้นไหน
Before the insurance runs out Which spare parts should be repaired?

Before the insurance runs out Which spare parts should be repaired during the first 3-5 years of buying the car? Believe that many People probably don’t have much problem with using cars. After the period of 3-5 years, most often it will be time

1.Radiators

Cars that have been in use for a period of time Or used for over a hundred thousand kilograms The issue of cooling Considered to be very important Although normally, if never driving a car Or have an accident at all Radiators will last around Two hundred thousand kilometers But for peace of mind, before the car is out of warranty period, try to check the condition a bit That the radiator is damaged Or damaged or not

2.Gear

Gene can be considered the most expensive part of all. If waiting for the car to run out of insurance then go to check Had to hold the temples with certain expenses Therefore, before the car has expired the insurance period To check the gear system If there is a problem with work Or is damaged, so can hurry immediately

3.Brake system

Is one of the most used systems And is a system that you should pay particular attention to Since it is the system that is most concerned about security Therefore, before the car has expired, your car should be checked for all brake systems. For the safety of car use

4.Belt

Belt is an important spare part that helps cars to drive. Therefore, before the car has expired the insurance period Check the car to check that the belt is still in good condition or not. Damage or not, it is another important point that should not be overlooked. If checked and considered that the belt should be changed It is advisable to change so that there will be no complicated issues later.

5.Rubber machine base

If you feel that your car is shaking when starting the car That is the signal that is being told that The tire of your car’s tire is deteriorating. That is not something unusual. Because of this symptom, it often occurs with vehicles that have been used for a period of time.

ขอบคุณข้อมูลจาก : Google
สามารถติดตามข่าวสารเกี่ยวกับรถ : >>>ได้ที่นี่<<<

ดูแลแอร์รถยนต์

ดูแลแอร์รถยนต์ ให้เย็นฉ่ำ  ประเทศไทยได้เริ่มต้นเข้าสู่ฤดูร้อนกันแล้ว อากาศจะร้อนมากโดยเฉพาะกลางแดดหรือบนท้องถนน ทำให้เวลาคนเราส่วนใหญ่ขึ้นรถแล้วก็รีบเปิดแอร์ให้เย็นฉ่ำทันที แอร์รถยนต์ นอกจากจะช่วยคลายร้อน ยังส่งผลโดยตรงต่อระบบหายใจ จึงควรดูแลให้สะอาดอยู่เสมอ

วิธีล้างแอร์รถยนต์ให้สะอาด

1. ล้างตู้แอร์แบบถอดตู้

     เริ่มจากขันน็อตใต้คอนโซล แล้วถอดน็อตพัดลมแอร์ และปลั๊กสายไฟ จากนั้นถอดตู้แอร์และพัดลมออกมา และนำเอาคอยล์เย็นออกมาล้างตามซอกตามมุมต่างๆ โดยวิธีนี้จะต้องเติมน้ำยาแอร์เข้าไปใหม่ เปลี่ยนดรายเออร์กับวาล์วความดัน 

2. ล้างแอร์แบบไม่ถอดตู้

     โดยการฉีดโฟมล้างคอยล์แอร์เย็นเข้าไปให้ทั่ว รอโฟมละลายประมาณ 15-20 นาที และอาจใช้แปรงสีฟันปัดเศษฝุ่นที่ตกค้าง จากนั้นฉีดน้ำเข้าไปเพื่อทำความสะอาดในขั้นตอนสุดท้าย วิธีนี้เหมาะกับรถยนต์รุ่นใหม่ๆ

3. ฉีดสเปรย์ทำความสะอาดตู้แอร์

     วิธีนี้ไม่ต้องรื้อตู้แอร์ ใช้สเปรย์ทำความสะอาดฉีดให้ทั่วคอยล์เย็นแล้วทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที จนโฟมละลายหมดจากนั้นคราบน้ำยาจะค่อยๆ ไหลออกมาพร้อมกับน้ำแอร์ตามท่อน้ำทิ้ง

วิธีดูแลแอรรถยนต์ในช่วงหน้าร้อน

  1. เมื่อจอดรถไว้กลางแจ้ง ขึ้นรถแล้วไม่ควรเปิดแอร์ทันที ควรลดกระจกเพื่อระบายความร้อนก่อน แล้วค่อยกดปุ่ม  A/C เปิดแอร์
  2. เช็คน้ำยาแอร์  สาเหตุที่แอร์ไม่เย็นอาจเกิดจากอาการน้ำยาแอร์รถเหลือน้อย แนะนำให้เปิดฝากระโปรงดูตรงกรองแอร์  หรือตรวจเช็คหาจุดรั่ว อุดตันของน้ำยาแอร์
  3. เช็คแผงคอยล์ร้อน โดยลองติดเครื่องยนต์ เปิดแอร์เพื่อเช็คพัดลมหน้าแผงคอยล์ร้อน ว่ายังติดปกติหรือไม่ ถ้าพัดลมยังติดอยู่ แต่คอยล์ร้อนสกปรก สามารถแก้เองโดยใช้น้ำยาล้างคอยแอร์ทำความสะอาด แต่ถ้าพัดลมไม่ทำงาน ให้นำเข้าอู่ซ่อมทันที
  4. เปลี่ยนกรองอากาศแอร์และล้างแอร์ทุกๆ 20,000 กิโลเมตร เพื่อป้องกันแอร์ทำงานหนักเกินไปจนอาจทำให้เกิดการรั่วหรืออุดตันของทางเดินน้ำยาแอร์
  5. หลีกเลี่ยงการใช้น้ำหอม หรือ สเปรย์ปรับอากาศ เนื่องจากไอระเหยของสารเคมีที่ใช้จะถูกดูดเข้าไปสะสมตัวที่ครีบเล็กๆ ของคอยล์เย็น สารเหล่านี้มีคุณสมบัติในการดูดความชื้น ทำให้ฝุ่นผงไปจับตัวที่ครีบระบายความเย็น ทำให้การถ่ายเทความร้อนจะลดลง
  6. ก่อนถึงที่หมายประมาณ 15 นาที ปิดสวิตช์ระบบปรับอากาศ (A/C) เปิดพัดลมไปที่ความเร็วสูงสุดทั้งนี้เพื่อลดการทำงานคอมเพรสเซอร์และไล่ความชื้นออกจากคอยล์เย็น
ดูแลแอร์รถยนต์

Keeping the car air-conditioner cool, Thailand has started into the summer. The weather is very hot, especially in the sun or on the road. Which makes most of the time people get in the car and immediately turn on the air conditioner to cool off the car air conditioner, besides helping to cool off Also directly affects the respiratory system Therefore should always be kept clean

How to clean your car’s air conditioner

When parking the car outdoors Get in the car and should not turn on the air conditioner immediately Should reduce the glass for cooling first And then press the A / C button. Turn on the air conditioner.
Check air conditioner The reason that the air conditioner is not cool may be caused by the condition of the car air conditioner running low. Suggest to open the bonnet, look directly at the air filter Or check for leaks Clogging of air cleaners


Check the hot coil panel By trying to install the engine Turn on the air conditioner to check the fan in the front of the coil unit. That is still stuck or not If the fan is still stuck But the hot coil is dirty Can fix by yourself by using cleaning solution to keep the air clean. But if the fan doesn’t work To be repaired immediately

Change the air filter and clean the air every 20,000 kilometers to prevent the air conditioner working too hard that may cause leakage or clogging of the air solution.

Avoid using perfume or air spray. Because the vapors of the chemicals used are sucked into the small fins of the evaporator coil, these substances have the ability to absorb moisture. Causing the dust to catch on the cooling fins Causing the heat transfer to decrease

Approximately 15 minutes before reaching the destination. Switch off the air conditioning system (A / C). Turn on the fan to the maximum speed in order to reduce compressor operation and expel moisture from the evaporator.

ขอบคุณข้อมูลจาก : Google
สามารถติดตามข่าวสารเกี่ยวกับรถ : >>>ได้ที่นี่<<<

ออกรถใหม่ป้ายแดง

ออกรถใหม่ป้ายแดง ควรทำอย่างไรบ้าง คุณเป็นคนที่กำลังจะซื้อรถยนต์ใหม่ที่มีสัญลักษณ์สีแดงหรือไม่? ดังนั้นวันนี้ เราจะแนะนำคุณในวันที่รับรถ คุณควรตรวจสอบชิ้นส่วนใดเกี่ยวกับรถ เพื่อให้คุณสามารถขับรถได้อย่างสบายใจไม่มีปัญหาตามมา

ตรวจสอบรอบตัวรถ

ตรวจสภาพรถเพื่อให้คุณเดินไปรอบ ๆ และตรวจสอบตัวถังรถได้รับความเสียหายอย่างทั่วถึง หรือริ้วรอย?ลองเปิดและปิดทุกประตู และระบบล็อคที่สามารถใช้งานได้ตามปกติลองเปิดและปิดหน้าต่างทั้งหมดที่สามารถใช้งานได้ตามปกติ และไม่มีรอยร้าวตรวจสอบเครื่องหมายสนิมตามขอบประตูดูที่ขอบของประตูยางยังคงแน่วแน่แน่นดีหรือไม่

ใบหน้าจะต้องไม่มีรอยขีดข่วน ระบบไฟบนปุ่มหมุนจะต้องทำงานในทุกสัญลักษณ์
ที่ปัดน้ำฝนยางต้องอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน ยางต้องไม่แข็ง
ตรวจสอบทุกที่นั่งว่ามีข้อบกพร่องใด ๆ
ลองปรับที่นั่งเพื่อดูว่ามีอาการติดหรือไม่ หากเป็นเบาะนั่งไฟฟ้าจะต้องมีเสถียรภาพและมั่นคง

ตรวจสอบไฟหน้าไฟท้ายและสัญญาณเลี้ยวต้องไม่มีเครื่องหมายใดๆตรวจสอบล้อและยางรถยนต์ให้อยู่ในสภาพใหม่ ไม่มีริ้วรอยหรือรอยแตกล้อต้องใหม่ไม่หักในขณะที่ตรวจสอบสภาพรถหากพบสนิมบนดิสก์เบรกอย่ากังวล เพราะสนิมที่เกาะติดอยู่กับผ้าเบรคมีโอกาสที่จะเป็นเรื่องปกติเสมอ เพราะมันเป็นเพียงสนิมบนพื้นผิวของเบรกไม่ได้กินเนื้อดิสก์เบรก
เปิดฝากระโปรงเพื่อดูสภาพของเครื่องยนต์ให้ใหม่สะอาดและไม่มีคราบน้ำมัน

ตรวจสอบระบบการทำงานต่างๆ ของตัวรถ

ตรวจสอบระบบต่าง ๆ ของรถลองเสียบกุญแจ ลองปลดล็อคและล็อครถดูว่าล็อคสามารถใช้งานได้ตามปกติลองหมุนพวงมาลัยไม่ต้องมีเสียงดังเมื่อเลี้ยวยกเบรกมือ จะต้องเปิดไฟเบรคบนแป้นหมุนลองเปิดไฟทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าไฟผู้โดยสารไฟสูงไฟเลี้ยวไฟเบรกหรือไฟหลังต้องเปิดใช้งานตามปกติ

ลองเปิดที่ปัดน้ำฝนโดยปรับจากระดับต่ำถึงระดับสูงสุดแล้วเปิดน้ำเพื่อฉีดแก้วเพื่อดูว่ามีการฉีดน้ำเป็นประจำหรือไม่เปิดลำโพงเพื่อดูว่าสามารถใช้งานได้ทุกจุดหรือไม่ รวมถึงพยายามเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนลองเปิดเครื่องฟอกอากาศ ลมจะต้องเย็นสบายและไม่มีเสียงดังรบกวนจากเครื่องปรับอากาศ

ตรวจสอบเอกสารสำคัญต่างๆ

ตรวจสอบสมุดทะเบียนหมายเลขถังต้องตรงกับหมายเลขที่ระบุในหนังสือตรวจสอบเอกสารการโอนต้องมีเอกสารประกันและ พ.ร.บ. เช่นกันตรวจสอบใบเสร็จรับเงินที่ยาวว่าจะระบุจำนวนเงินที่แน่นอนจ่ายหรือไม่จะต้องมีใบเสร็จรับเงินสำหรับการฝากป้ายแดงตรวจสอบฉลากแดงว่าเป็นของแท้พร้อมประทับตรา บริษัท ขนส่ง (การขนส่ง)มีเอกสารการรับประกันสำหรับอุปกรณ์รถยนต์และเอกสารการรับประกันเป็นระยะฟรีหากรถที่คุณซื้อมีชุดของตกแต่งเพิ่มอีกต้องมีเอกสารการรับประกันอุปกรณ์ที่สมบูรณ์ภายในรถจะต้องมีหนังสือรถ

ออกรถใหม่ป้ายแดง

New car red label

New car red label What should you do? Are you a person who is about to buy a new car with a red symbol? So today We will guide you on the day of pick up the car. What parts should you check about the car? So you can drive comfortably without a problem

Check around the car

Inspect the vehicle so you can walk around and inspect the car’s body thoroughly damaged Or wrinkles? Try opening and closing every door. And the locking system that can work as usual. Try opening and closing all windows that can be used normally. And there are no cracks. Check for rust marks along the edge of the door. Look at the edge of the door. Is the rubber firmly fixed or not?

The face must not be scratched. The light system on the spin button must work on every symbol.
The rubber wipers must be in a condition that is ready for use. The tires must not be hard.
Inspect all seats for any defects
Try adjusting the seat to see if there are any symptoms. If it is an electric seat, it must be stable and stable.

Check the headlights, taillights and turning signals must not have any marks. Check the wheels and tires to be in new condition. No wrinkles or cracks. The wheels must be new, not broken while checking the car’s condition. If rust is found on the disc brake, don’t worry. Because the rust that sticks to the brake pads is likely to be normal Because it is just rust on the surface of the brake, does not consume the disc brake texture
Open the bonnet to see the condition of the engine to be new, clean and without oil stains.

Check the various systems of the car.

Check the various systems of the car. Try plugging in the keys. Try to unlock and lock the car to see if the lock can be used normally. Try turning the steering wheel without making noises when turning, raise the handbrake. Must turn on the brake lights on the dial, try to turn on all the lights, whether the headlights, passenger lights, high lights, turn signals, brake lights or rear lights must be turned on as normal

Try turning the wipers at a low level to the highest level, then turn on the water to inject the glass to see if there is regular water spraying.Open the speaker to see if it can be used at any point. Including trying to connect to a smartphone, try turning on the air purifier The wind must be cool and without noise from the air conditioner.

Check important documents

Check the tank registration book number must match the number specified in the transfer document inspection letter. Must have insurance documents and the Act as well. Check the long receipt whether to specify the exact amount paid or not. Must have a receipt for depositing a red label. Check that the red label is authentic

ขอบคุณข้อมูลจาก : Google
สามารถติดตามข่าวสารเกี่ยวกับรถ : >>>ได้ที่นี่<<<

6 สิ่งห้ามทิ้งไว้ในรถเด็ดขาด

6 สิ่งห้ามทิ้งไว้ในรถเด็ดขาด เชื่อว่าหลายคนใช้ชีวิตบนรถเหมือนเป็นบ้านหลังที่สอง ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า และอุปกรณ์ต่างๆ ถูกวางทิ้งไว้ในรถเพื่อให้สะดวกในการใช้งาน หยิบจับง่าย แต่ใครจะไปรู้ สิ่งของบางอย่างก็ไม่ควรลืมทิ้งไว้ในรถเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่าง ได้ ว่าแต่จะมีอะไรบ้างบ้างมาดูกันเลย

1. ไฟแช็ก

สำหรับนักขับที่เป็นสายสูบ มักจะมีไอเทมหนึ่งติดตัวอยู่เสมอก็คือ ไฟเช็ก แต่ถ้าเผลอไปวางทิ้งไว้ในรถที่โดนแดดหละก็ อาจจะเกิดระเบิดขึ้นได้ เพราะว่า ไฟแช็ก เป็นสิ่งของที่ห้ามทิ้งไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 50 องศาเซลเซียส หรือโดนแสงแดดเป็นเวลานานๆ ซึ่งแน่นอนว่า เวลาเราจอดรถตากแดดจัดๆ นั้น อุณหภูมิภายในรถยนต์ สามารถสูงขึ้นไปได้ถึง 60 องศาเซลเซียสทีเดียว นั่นก็แปลได้ว่า เราไม่ควรลืมไฟแช็กไว้ในรถยนต์เด็ดขาด

2. กระป๋องสเปรย์

การเก็บกระป๋องสเปรย์ไว้ในรถยนต์โดยเฉพาะบริเวณคอนโซลด้านหลังและด้านหน้าติดกับกระจก อาจทำให้เกิดระเบิดได้ เพราะเมื่อกระป๋องสเปรย์ถูกความร้อนจากแสงแดด จะทำให้วัตถุและสารเคมีพร้อมแก๊สที่อยู่ภายในเกิดการขยายตัวจนเกิดการระเบิดขึ้น และแรงอัดอาจส่งผลทำให้กระจกรถยนต์แตกได้ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเป็นรถยนต์ที่ติดแก๊สอยู่แล้วด้วย ยิ่งเพิ่มความรุนแรงของระเบิด จนอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตเลยก็ว่าได้

3. ขวดน้ำ

ใครจะเชื่อว่า ขวดน้ำ ในรถเพียงแค่ขวดเดียว มันก็ทำให้เกิดไฟไหม้รถได้ แต่นี่คือเรื่องจริง เพราะเคยมีคนประสบเหตุนี้ ไฟไหม้เบาะรถเสียหาย สาเหตุเกิดจาก จอดรถตากแดดแล้วมีขวดน้ำทิ้งไว้ในรถ ซึ่งขวดน้ำนั้นทำมุมกับแสงแดด จนกลายเป็นแว่นขยายที่รวมแสงไว้ในที่เดียว เพียง 7 นาทีเท่านั้น ก็อาจเกิดไฟไหม้สิ่งของภายในรถได้เลย

4.โทรศัพท์

โทรศัพท์มือถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรทิ้งไว้ในรถ เพราะมันอาจทำให้เกิดไฟไหม้รถยนต์ซึ่งเกิดจากโทรศัพท์มือถือที่พบความร้อนสูงในรถสามารถที่จะทำปฏิกิริยากับสารเคมีรวมทั้งการตกแต่งภายในของตัวรถเองนั้นก็มีทั้งที่นั่งในรถคอนโซลที่เป็นเชื้อเพลิงทำให้เกิดการติดไฟเอง

5. แบตสำรอง หรือ พาวเวอร์แบงค์

พาวเวอร์แบงค์ เป็นอุปกรณ์ที่หลายคนพกติดตัวไว้เพื่อต่อลมหายใจให้โทรศัพท์ แต่รู้ไหมว่า ถ้าลืมพาวเวอร์แบงค์ไว้ในรถยนต์ที่จอดกลางแดด ก็อาจทำให้เกิดไฟลุกไหม้รถได้ ซึ่งสาเหตุก็เป็นเพราะ พาวเวอร์แบงค์นั้น เป็นรุ่นลิเธียมไอออนที่เก่าและเสื่อมคุณภาพ มีโอกาสที่จะเกิดการลัดวงจร ระเบิด หรือติดไฟจนลุกไหม้ได้นั่นเอง

6.แผ่นยางกันลื่น

อุปกรณ์อื่นที่สามารถสร้างความเสียหายให้กับรถยนต์ได้คือแผ่นยางกันลื่นเนื่องจากแผ่นยางสัมผัสกับความร้อนเป็นเวลานานมันอาจละลายติดกับคอนโซลจนกว่าจะเกิดความเสียหาย

6 สิ่งห้ามทิ้งไว้ในรถเด็ดขาด
6 สิ่งห้ามทิ้งไว้ในรถเด็ดขาด
6 strictly prohibited items to be left in the car.

Believe that many people live in the car like a second home, including clothes, shoes and other accessories Was left in the car for ease of use, easy to handle but who knows Certain things should never be left in the car. Because it can cause unforeseen events but there will be some things. Let’s see.

1. Lighters

For motorcyclists Always have an item with you at all, it is a Czech fire, but if you accidentally leave it in a car that is exposed to the sun, then It may explode as a lighter is not allowed to be at temperatures above 50 degrees Celsius or exposed to sunlight for a long time. Of course When we park the car in the sun, the temperature inside the car Can rise up to 60 degrees Celsius at a time That means We should never forget the lighter in the car.

2. Aerosol can

Storing spray cans in cars, especially the console, the back and front are attached to the glass. May cause explosion Because when the spray can is heated by sunlight Will cause the material and chemicals along with the gas inside to expand until the explosion occurs And compressive strength may cause the glass to break More than that If the car is already equipped with gas Increasing the intensity of the bomb. Until it could cause life threatening.

3. Water bottles

Who would believe that only one water bottle in the car It can cause a car fire. But this is a true story Because there have been people who experienced this The fire of the car seat has been damaged. Causes Park the car in the sun and have a bottle of water left in the car. In which the water bottle is angled to sunlight Until it turns into a magnifying glass that combines light in one place. In just 7 minutes, it could cause a fire in the car.

4. Phone

Mobile phones are another thing that shouldn’t be left in the car. Because it can cause a car fire, which is caused by mobile phones that experience high heat in the car, able to react with chemicals as well as the interior of the car itself, it has both the car seat and the fuel console. Self-igniting

5. Backup batteries or power banks

Power bank Is a device that many people carry with them to breathe on the phone, but did you know that if you forget the power bank in a car parked in the sun It may cause a fire to burn the car. Which is because That power bank It is an old and deteriorated lithium-ion model. There is a chance that a short circuit, explosion, or ignite until igniting.

6. Non-slip rubber pads

Other devices that can damage the car are anti-slip rubber pads. Since the rubber pad has been exposed to heat for a long time, it may melt next to the console until it is damaged.

ขอบคุณข้อมูลจาก : Google
สามารถติดตามข่าวสารเกี่ยวกับรถ : >>>ได้ที่นี่<<<

การคลุมผ้ารถที่ถูกต้อง

การคลุมผ้ารถที่ถูกต้อง ผ้าคลุมรถนอกจากจะเป็นตัวช่วยที่ดีในการดูแลรักษาสภาพรถยนต์ให้ห่างไกลจากรอยขีดข่วน ความซีดจาง หรือคราบสกปรกต่าง ๆ จากสภาพอากาศ และมลภาวะแล้วยังถือเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ผู้ใช้รถควรจะต้องใส่ใจด้านวิธีการใช้งานให้ดีเช่นเดียวกัน เพราะความเสียหายต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ของคุณนั้นอาจจะมีสาเหตุมาจากการใช้งานผ้าคลุมรถแบบผิด ๆ ก็เป็นได้

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการใช้ผ้าคลุมรถ

เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง วันนี้เราจึงนำข้อควรรู้เกี่ยวกับการใช้งานผ้าคลุมรถมาฝาก เพื่อให้เจ้าของรถทุกท่านตระหนักถึงการใช้งานการดูแลรักษาและวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับทั้งตัวผ้าคลุมรถและตัวรถยนต์ตามมาซึ่งจะมีข้อควรรู้ใดบ้างนั้น ไปดูกันเลย

1.ควรเจาะรูด้านข้างผ้าคลุมเพื่อช่วยระบายความร้อน
หลายคนอาจจะใช้ผ้าคลุมรถผิดวิธี ด้วยการคลุมรถให้มิดชิดทั้งหมดซึ่งจะส่งผลให้รถยนต์ไม่สามารถระบายความร้อนได้ดีเท่าที่ควร ดังนั้นแนะนำให้เจาะรูบริเวณด้านข้างของผ้าคลุมรถ เพื่อให้ความร้อนที่สะสมจากตัวรถยนต์ซึ่งจอดไว้กลางแดดนานๆ สามารถระบายออกได้

2.ควรซื้อกระเป๋าสำหรับเก็บผ้าคลุม
หากจำเป็นต้องคลุมผ้าให้กับรถยนต์ในระหว่างฝนตกการจัดเก็บผ้าคลุมรถหลังจากนั้นอาจจะเป็นไปด้วยความยุ่งยาก เพราะความเปียกชื้นของผ้าคลุมอาจจะทำให้สิ่งของต่างๆ รอบข้างเปรอะเปื้อนไปด้วย ทางที่ดีคุณควรซื้อกระเป๋าสำหรับจัดเก็บผ้าคลุมรถยนต์เอาไว้เพื่อให้สามารถเก็บรวมกับสิ่งของอื่นๆ ได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น

3.ระมัดระวังการใช้ผ้าคลุมรถในสถานที่ที่มีลมแรง
การใช้ผ้าคลุมรถอาจจะส่งผลเสียต่อตัวรถยนต์หากใช้งานในบริเวณที่มีลมพัดแรงเพราะลมอาจจะพัดตัวผ้าคลุมให้เกิดการเสียดสีกับพื้นผิวของรถยนต์ได้ ทำให้เกิดรอยขีดข่วนตามมา ดังนั้นจึงจำเป็นต้องสังเกตให้ดีว่าบริเวณที่คุณจอดรถเอาไว้นั้นมีลมเข้าถึงมากน้อยเพียงใด

4.ควรใช้ผ้าคลุมพลาสติกกับรถรุ่นเก่าหรือรถคลาสสิคที่ทำสีใหม่
รถรุ่นเก่าหรือรถคลาสสิคที่ทำสีใหม่นั้นคุณจำเป็นต้องใช้ผ้าคลุมรถพลาสติกแทนผ้าคลุมรถธรรมดา เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้รถขึ้นสนิมและยังสามารถป้องกันฝนหรือแสงแดดที่จะสร้างความเสียหายให้กับรถยนต์ได้อีกด้วย

นี่ก็คือ 4 ข้อควรรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการใช้ผ้าคลุมรถที่ถูกวิธี เพื่อให้เจ้าของรถสามารถปกป้องรถยนต์ของคุณจากแสงแดดฝนและฝุ่นละอองได้อย่างเหมาะสม เพื่อไม่เกิดความเสียหายที่อาจจะทำให้เสียค่าใช้จ่ายตามมาภายหลังอีกทั้งยังเป็นวิธีที่จะช่วยดูแลรักษาทั้งผ้าคลุมและรถยนต์ให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากขึ้นได้ด้วย

การคลุมผ้ารถที่ถูกต้อง
การคลุมผ้ารถที่ถูกต้อง

Correct car cover Car cover is not only a good helper to keep the car away from scratches, fading or dirt from the weather and pollution, it is also an important equipment that car users should pay attention to. Regarding how to use it well as well Because of various damages What happens to your car may be caused by the wrong use of car covers.

1.Should punch holes in the side of the cover to help ventilate heat.

Many people may be using the car cover incorrectly. By covering the car completely, which will result in the car not able to ventilate heat as it should be Therefore, it is recommended to drill a hole on the side of the car cover In order to keep the heat accumulated from the car which is parked in the sun for a long time Can drain

2.Should buy bags for storing covers

If it is necessary to cover the car with fabric during the rain, storing the car cover after that may be complicated. Because the wetness of the veil may cause various things All around was stained with Best way is to buy a bag for storing car covers to be able to collect with other items. More conveniently

3.Be careful to use car covers in windy locations.

Using a car cover may have a negative effect on the car if used in a windy area because the wind may blow the car cover to cause friction on the car’s surface. Causing scratches to follow Therefore, it is important to note that the area where you parked the car has much access to air.

4.Plastic cover should be used on older cars or classic cars with new paint.

Older or classic cars with new colors, you need to use plastic car covers instead of ordinary car covers. To help prevent the car from rusting and can also prevent rain or sunlight that will damage the car as well

ขอบคุณข้อมูลจาก : Google
สามารถติดตามข่าวสารเกี่ยวกับรถ : >>>ได้ที่นี่<<<

ทำยังไงถ้าเกิดอุบัติเหตุรถชน

ทำยังไงถ้าเกิดอุบัติเหตุรถชน 10 สิ่งที่ควรทำเมื่อเกิดอุบัติเหตุ แล้วจะไม่เสียเปรียบคู่กรณี เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น หลายคนมักตกใจ สติแตก เกิดความสับสน ว่าจะทำอย่างไรดี จะติดต่อใคร  มีคำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเมื่อเกิดอุบัติเหตุมาฝากกันครับ สิ่งที่คุณควรทำเมื่อเกิดอุบัติเหตุ คือ

1. หยุดรถ ให้หยุดรถทันทีแม้จะเป็นอุบัติเหตุเล็กน้อย อย่าเลื่อนรถจนกว่าจะตกลงกันได้ว่า ใครเป็นคนผิด หรือถ้าจะให้ดีควรรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาตีเส้นอุบัติเหตุก่อน เว้นแต่เกิดอุบัติเหตุในที่เปลี่ยว ให้จดเลขทะเบียนรถคู่กรณี สีรถ ยี่ห้อ ตำหนิ เวลาและสถานที่เกิดเหตุไว้ แล้วขับต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงที่ชุมชนหรือพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ 

2. อย่าพูดพล่อย ถ้ายังไม่แน่ใจว่าใครเป็นฝ่ายผิด การขอโทษของคุณอาจเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งอ้างได้ว่า คุณยอมรับเป็นฝ่ายผิด อีกทั้งไม่ควรกล่าวโทษอีกฝ่าย การกล่าวโทษคู่กรณีอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก จำไว้ว่าคุณไม่มีอำนาจตัดสินว่าใครผิดใครถูก รอให้เจ้าหน้าที่เคลมประกันที่คุณทำประกันภัยรถยนต์มาช่วยดูที่เกิดเหตุก่อนก็ดี

3. ให้ข้อมูล ควรให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวคุณ ชื่อ ที่อยู่ เลขทะเบียนรถและชื่อประกันที่คุณมี แก่คู่กรณีหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ

4. หาข้อมูล ควรขอข้อมูลจากคู่กรณีด้วย หากอีกฝ่ายไม่ให้ ก็ให้จดรูปพรรณและเลขทะเบียนรถไว้  อย่าพยายามยึดใบขับขี่ของคู่กรณีไว้ เพราะคุณอาจโดนข้อหาลักทรัพย์

5. แจ้งตำรวจ หลังเกิดเหตุควรแจ้งตำรวจทุกครั้ง แม้เป็นเพียงอุบัติเหตุเล็กน้อย หรืออีกฝ่ายยอมรับผิดก็ตาม มิฉะนั้นแล้วหากอีกฝ่ายแจ้งความในภายหลัง เจ้าหน้าที่จะสรุปว่าคุณเป็นฝ่ายหลบหนีและคุณจะเป็นฝ่ายผิดทุกกรณี หากเจ้าหน้าที่ยังไม่มาให้คุณไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดูที่เกิดเหตุ และตีเส้นตำแหน่งรถ หากไม่สามรถติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ ให้คุณทำหนังสือยืนยันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไว้เป็นหลักฐาน โดยลงชื่อยืนยันไว้ทั้งสองฝ่าย อย่าหลงเชื่อคู่กรณี หากอีกฝ่ายบอกว่าไม่ต้องแจ้งตำรวจ เพราะอีกฝ่ายอาจปฏิเสธความรับผิดชอบในภายหลัง หากคุณไม่มีเจ้าหน้าที่เป็นพยาน หรือหนังสือยืนยัน ตามกฏหมายจะถือว่าคำพูดของคุณอ่อนหลักฐาน

6. หาพยาน  สอบถามจากคนในบริเวณที่เกิดเหตุ อาจเป็นคนเดินถนน หรือรถคันข้างๆ หากเขายินยอมเป็นพยานให้คุณจดชื่อและที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์เพื่อติดต่อเอาไว้

7. ไปโรงพยาบาล หากคุณสงสัยว่าได้รับบาดเจ็บควรไปพบแพทย์ หากปล่อยไว้อาจจะเป็นอันตรายและการเรียกร้องค่าเสียหายในภายหลังจะยากขึ้นด้วย

8. แจ้งความ ในกรณีที่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตให้รีบแจ้งความทันที แม้กฎหมายจะผ่อนปรนให้แจ้งความในเวลา 6 เดือน เพราะ บริษัทประกันรถยนต์ส่วนใหญ่ไม่รับใบแจ้งความย้อนหลัง

9. ตกลงเงื่อนไขการจ่ายค่าเสียหาย เรียกเจ้าหน้าที่ประกันภัยมาทันทีหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่สามารถช่วยแนะนำคุณได้ว่าควรให้บริษัทชดใช้ หรือคุณควรจะจ่ายเอง

10. อย่ารีบรอมชอม หลังอุบัติเหตุหากอีกฝ่ายเป็นฝ่ายยอมรับผิด และคุณสงสัยว่าคุณจะได้รับบาดเจ็บ อย่าเพิ่งรีบรับข้อเสนอให้ยอมความ เพราะการบาดเจ็บอาจต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะรู้อาการ หากคุณยอมความไปแล้ว การเรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติมจะทำได้ยากขึ้น 

ทำยังไงถ้าเกิดอุบัติเหตุรถชน
ทำยังไงถ้าเกิดอุบัติเหตุรถชน
What to do if a car crash

What to do if a car crash has 10 things to do in an accident And will not disadvantage the parties When an accident occurs Many people are shocked, confused, confused. What to do, who to contact, and advice on how to behave correctly in the event of an accident. What you should do when an accident is

Stop the car to stop immediately, even if it is a minor accident. Do not move the car until you can decide who is wrong or, if you do well, wait for the police to come to the accident first. Except in the lonely accidents Write down the registration number of the parties, car color, brand, blame, time and place of accident. And keep driving until you reach the community or meet the police

Don’t chatter if you’re not sure who’s wrong. Your apology may make other people claim that you admit it was wrong.Also, you shouldn’t condemn the other person, accusing them of making the situation worse. Remember that you don’t have the power to decide who is right and who is right. Wait for the officer to claim the insurance that you have car insurance. Come see the scene first.

Notifying the police after the accident should notify the police every time. Even if it’s just a minor accident Or the other party admits wrong Otherwise, if the other party reports later The officer will conclude that you are the escape and that you are the wrongdoer in all cases. If the officer has not come to you to report to the

position If unable to contact staff Make a letter confirming the incident as evidence. By signing to confirm on both sides Do not believe in the parties If the other party says that it is not necessary to notify the police Because the other person may deny responsibilit

Go to the hospital. If you suspect an injury should go to the doctor. If left unchecked, it may be dangerous and subsequent claims will be more difficult.

ขอบคุณข้อมูลจาก : Google
สามารถติดตามข่าวสารเกี่ยวกับรถ : >>>ได้ที่นี่<<<

การตรวจเช็คระบบเบรค

การตรวจเช็คระบบเบรค โดยปกติเราควรเปลี่ยนผ้าเบรคทุก 50,000 – 80,000 กม. สำหรับรถเกียร์ธรรมดา ถ้าเป็นรถเกียร์อัตโนมัติควรเปลี่ยนทุก 50,000 กม. ส่วนน้ำมันเบรคควรเปลี่ยนทุก 40,000 กม.

การตรวจสภาพและระดับน้ำมันเบรค

ตรวจระดับน้ำมันเบรคที่กระปุกน้ำมันเบรคต้องมีระดับไม่ต่ำกว่า Min และไม่เกินระดับ Max ที่ข้างกระปุกน้ำมันเบรค

ถ้าสภาพน้ำมันเบรคมีสีดำ แสดงว่าลูกยางเบรคเสื่อมสภาพ ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรคใหม่ และควรเปลี่ยนลูกยางเบรคใหม่ด้วย

น้ำมันเบรคสามารถทำปฏิกิริยากับสีรถได้ ดังนั้นควรใช้ความระมัดระวังในการเติมอย่าให้เกินระดับ Max เพราะเมื่อรถวิ่งน้ำมันเบรคอาจกระเฉาะไปโดนตัวถังรถได้

ไม่ควรใช้น้ำมันเบรคที่เปิดฝาไว้แล้วเกินกว่า 1 ปี เนื่องจากน้ำมันเบรคเป็นสารดูดความชื้น น้ำมันเบรคอาจเสื่อมสภาพเนื่องจากจุดเดือดลดลง ส่งผลให้น้ำมันเบรคเดือดได้ง่ายเมื่อใช้งานเบรคอันจะมีผลต่อประสิทธิภาพการเบรค

ระดับน้ำมันเบรคพร่องจากปกติ เกิดจากการรั่วที่ลูกยางแม่ปั๊มเบรค รั่วที่ลูกยางในปั๊มล้อหรือที่ซีล(ลูกยาง)ในคาลิปเปอร์ หรือรั่วที่ท่อยางเบรค

การทดสอบหม้อลมเบรคเบื้องต้น

เนื่องจากหม้อลมเบรคใช้สุญญากาศในการเพิ่มแรงเบรคจากแป้นเหยียบเบรค โดยอากาศในหม้อลมเบรคจะถูกดูดเข้าท่อร่วมไอดีเมื่อเครื่องยนต์ทำงาน ดังนั้นถ้าดับเครื่องยนต์แล้วหม้อลมเบรคก็ยังเป็นสุญญากาศอยู่ให้เหยียบเบรคใช้งานได้อีกประมาณ 2-3 ครั้ง หลังจากนั้นสุญญกาศในหม้อลมเบรคก็จะหมดลง ส่งผลให้การเหยียบเบรคต้องใช้แรงมากขึ้น 

เราสามารถทดสอบหม้อลมเบรคง่ายๆด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. ดับเครื่องยนต์แล้วเหยียบเบรคจนสุดประมาณ 5 ครั้งแล้วเหยียบเบรคค้างไว้
  2. ให้ทำการ Start เครื่องยนต์ โดยที่ยังเหยียบเบรคค้างไง้ เบรคจะต้องจมลึกลงไปเล็กน้อย
  3. ยังคงเหยียบเบรคคาไว้แล้วดับเครื่อง รอประมาณ 30 วินาที ความสูงแป้นเบรคจะต้องไม่เปลี่ยนแปลง
  4. ปล่อยเท้าจากเบรคแล้ว Start เครื่องยนต์อีกครั้งเป็นเวลา 1 นาที แล้วดับเครื่อง เหยียบเบรคหลายๆ ครั้ง การเหยียบแต่ละครั้งจะรู้สึกว่าแป้นเบรคหนักและสูงขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะว่าสูญญากาศในหม้อลมลดลงซึ่งเป็นเรื่องปกติ

การทดสอบระบบเบรค

ขับรถที่ความเร็วประมาณ 40 กม.ต่อชั่วโมง จับพวงมาลัยหลวมๆ แล้วทำการเหยียบเบรคลงไปทันที แล้วสังเกตการหมุนของพวงมาลัย ถ้าไม่หมุนแสดงว่าปกติ ถ้าพวงมาลัยหมุนควรไปตรวจเช็คระบบเบรคอย่างละเอียด

หากพวงมาลัยหมุนไปทางซ้าย : เบรคล้อซ้ายทำงานเร็วกว่าล้อขวา

หากพวงมาลัยหมุนไปทางขวา : เบรคล้อขวาทำงานเร็วกว่าล้อซ้าย

ถ้ามีเสียงขณะเหยียบเบรค อาจเกิดจากผ้าเบรคหมด ผ้าเบรคร้อนจัด มีเศษหินไปติดในจานเบรค ผิวหน้าผ้าเบรคแข็งเป็นเงามัน ลูกปืนของล้อรถสึกหรอหรือหลวมมาก ลูกยางเบรคเสื่อมสภาพ

การตรวจเช็คระบบเบรค

Normally, we should change brake pads every 50,000 – 80,000 km for manual gear cars. If it is an automatic transmission, change every 50,000 km. Brake fluid should change every 40,000 km.

Checking condition and brake fluid level

Check the brake fluid level at the brake fluid bottle. Must be at least Min and no more than the Max at the side of the brake fluid.

If the brake fluid condition is black Indicating that the brake shoes wear out Should change the brake fluid And should change the brake shoes as well.

Brake fluid can react with the color of the car Therefore, be careful when adding. Do not exceed the Max level because when the car runs, brake fluid may break into the car body.

Brake fluid should not be used for more than 1 year since brake fluid is a desiccant. Brake fluid may deteriorate due to the boiling point decreasing. Resulting in brake fluid to boil easily when using the brake which will affect the brake performance.

Normal brake fluid level Caused by a leak on the mother of the brake pump, the leak of the rubber in the wheel pump or the seal (rubber) in the caliper. Or leak at the brake hose

Preliminary brake booster test

As the brake booster uses vacuum to increase the brake force from the brake pedal, air in the brake booster will be sucked into the intake manifold when the engine is running. Therefore, if the engine is turned off and the brake booster is still vacuum, use the brake pedal for another 2-3 times, after which the vacuum in the brake booster will be depleted. Resulting in more force on the brake pedal

We can test the brake booster easily with the following steps

  1. Turn off the engine, then press the brake to the maximum of about 5 times, then hold the brake.
  2. Start the engine while still holding the brake. The brakes must sink a little deeper.
  3. Keep stepping on the brake and turn off the engine. Wait about 30 seconds. The brake pedal height must not change.
  4. Release the foot from the brake. Start the engine again for 1 minute and then turn off the engine. Brake pedal several times. Each step will feel the brake pedal harder and higher continuously. Because the vacuum in the air pot is down, which is normal.

Brake system testing

Drive at a speed of about 40 km per hour. Hold the steering wheel loose. Then stepped on the brake immediately And observe the rotation of the steering wheel If not rotated, it is normal. If the steering wheel rotates, check the brake system thoroughly.

If the steering wheel rotates to the left: the left wheel brake is faster than the right wheel

If the steering wheel rotates to the right: the right wheel brake is faster than the left wheel

If there is a sound while stepping on the brake May be due to brake pads run out. Brake Pad There is a piece of stone stuck in the brake disc. The surface of the brake surface is hard, glossy. The bearings of the wheels are very loose or worn. Brake tire deterioration

ขอบคุณข้อมูลจาก : Google
สามารถติดตามข่าวสารเกี่ยวกับรถ : >>>ได้ที่นี่<<<

การดูแลรถสีขาวไม่ให้เหลือง

การดูแลรถสีขาวไม่ให้เหลือง

1.หลีกเลี่ยงการจอดรถใต้ต้นไม้ หลายคนคิดว่าการจอดรถใต้ต้นไม้นั้นดี เพราะต้นไม้ช่วยบังแดดทำให้รถไม่ร้อนและไม่เหลืองเร็ว แต่ในความเป็นจริงอยากทำให้รถขาวและไม่เหลืองเร็วควรหลีกเลี่ยงการจอดรถใต้ต้นไม้ เพราะเมื่อเราจอดรถใต้ต้นไม้แน่นอนอาจมีกิ่งไม้ใบไม้ฝุ่นหรือยางพาราทำให้รถของคุณมีริ้วรอยและคราบสกปรก หรือหากคุณโชคไม่ดีอาจมีมูลนกอยู่เช่นกันมูลนกเป็นอันตรายมากสำหรับรถยนต์ โดยเฉพาะถ้าคุณทิ้งไว้เป็นเวลานานมันจะสามารถกัดสีรถได้

2.หลีกเลี่ยงการจอดรถในที่ที่มีแสงแดดจัด แสงแดดเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รถยนต์สีขาวเปลี่ยนเป็นสีขาวและเหลืองอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะถ้าเพื่อน ๆ ต้องจอดกลางแดด ซึ่งเปิดเป็นประจำและระยะเวลาหลายชั่วโมงเมื่อถึงเวลาต่อเนื่องตรวจสอบให้แน่ใจว่าสีของรถยนต์ของเพื่อนจะค่อยๆเปลี่ยนสีแน่นอน (ไม่ใช่แค่รถสีขาว) แม้ว่าจะเปรียบเทียบกับรถที่จอดในที่ร่มก็สามารถมองเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นกรณีนี้หรือไม่เป็นวิธีที่ดี ควรหาที่กำบังหรือหาที่จอดรถที่มีหลังคาหรือที่บังแดด

3.ล้างรถและเคลือบสีเป็นประจำ แน่นอนเราควรล้างรถอย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้งเพื่อกำจัดฝุ่นหรือสิ่งสกปรกในรถ รวมถึงคราบหรือคราบแน่น ๆ แต่ถ้าเป็นรถสีขาวควรล้างสัปดาห์ละครั้งและเพิ่มการเคลือบเพื่อช่วยรักษาความเงางามของรถยนต์ปกป้องสีรถจากคราบสกปรกต่าง ๆ ช่วยให้รถสีขาวชะลอความเร็วลงเป็นสีเหลืองเช่นกัน

4.ใช้ดินน้ำมันขจัดคราบไคลและขัดสีรถบ้าง ดินน้ำมันช่วยขจัดคราบสกปรกอย่างแน่นหนา สามารถดูดซับสิ่งสกปรกต่าง ๆ ในสีรถยนต์ หากคุณเห็นว่ารถของคุณเริ่มเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีเหลืองขอแนะนำให้ขัดผิวรถแล้วซับน้ำมัน (สีรถอื่น ๆ สามารถทำได้) หรือทำปีละครั้งขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมหรือสิ่งสกปรกใน สีรถ

ทั้งหมดนี้เป็นเคล็ดลับและเคล็ดลับที่ดีจาก huse99.com จริงๆแล้วไม่ใช่แค่เพื่อน ที่ใช้รถยนต์สีขาว รถสีอื่น ๆ สามารถนำคำแนะนำที่ดีมาใช้กับรถที่เพื่อนรักได้ หากดูแลรถเหมือนใหม่สดใสและสวยใสอย่าลืมซื้อประกันภัยรถยนต์ที่ดีเช่นกัน สามารถมาเปรียบเทียบประกันภัยรถยนต์บนเว็บไซต์ จะไม่ต้องกังวลหากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นกับรถที่เพื่อนของคุณรัก

การดูแลรถสีขาวไม่ให้เหลือง
Caring for white cars not to turn yellow

1. Avoid parking under a tree. Many people think that it is good to park under a tree. Because the tree protects the car from heat and doesn’t turn yellow quickly But in reality, wanting to make the car white and not yellow quickly should avoid parking under the trees.

2. Avoid parking in direct sunlight. Sunlight is an important factor that causes white cars to turn white and yellow quickly. Especially if you have to park in the sun, which is always on and continuously for many hours, make sure the color of your friend’s car will

3. Regular car washing and coating Of course, we should wash the car at least 1-2 times a month to get rid of dust or dirt in the car. Including stains or tight stains, but if it is a white car, it should be washed once a week and added a coating to help maintain the

4. Use oil to remove stains and polish the car. Clay helps firmly remove stains. Can absorb various impurities in the car’s paint. If you see that your car starts to change from white to yellow, it is recommended to scrub the car and then absorb oil.

All of these are great tips and tricks from huse99.com . Actually, it’s not just friends. Using a white car, other colored cars can bring good suggestions to cars that my friends like. If looking after the car like new, bright and beautiful, don’t forget to buy good car

ขอบคุณข้อมูลจาก : Google
สามารถติดตามข่าวสารเกี่ยวกับรถ : >>>ได้ที่นี่<<<

การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง

การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง มีความสำคัญมากเพราะเป็นเหมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงเครื่องยนต์ให้ทำงานได้ดี เราควรใส่ใจกับการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเมื่อใดและอย่างไรควรทำอย่างไรการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานของรถยนต์โดยปกติแล้วการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเมื่อรถวิ่งไปถึงระยะทาง 8,000 – 10,000 กม. หรือทุกๆ 6 เดือนไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเครื่องจากปิโตรเลียม กึ่งสังเคราะห์หรือสังเคราะห์ แต่ขึ้นอยู่กับการใช้งานของรถด้วยเช่นกันหากใช้รถบ่อย ๆ อาจเปลี่ยนได้ทุก ๆ 5,000 กิโลเมตรหรือทุก ๆ 3 เดือน

ดังนั้นจึงควรพิจารณาระยะการขับขี่ ร่วมกับช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง
รถทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้บ่อย มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเช่นกัน เพราะน้ำมันเครื่องจะทำปฏิกิริยากับอากาศทำให้มันเสื่อมสภาพอย่างต่อเนื่องยังขึ้นอยู่กับสภาพอากาศของแต่ละภูมิประเทศอีกด้วย ตัวอย่างเช่นหากอากาศหนาวทำให้

รถสตาร์ทยาก ในระหว่างที่เราค่อยๆสตาร์ทรถ การเผาไหม้ยังไม่สมบูรณ์พอ การทำให้เกิดคราบน้ำมันที่เกิดจากการไม่ถูกเผาไหม้อย่างสมบูรณ์อาจผสมกับน้ำมันเครื่องซึ่งทำให้น้ำมันเปลี่ยนไปควรเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องควบคู่กับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เพื่อช่วยให้น้ำมันเครื่องใหม่ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเราควรตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องเป็นประจำ เพื่อให้รถยนต์ของเรามีประสิทธิภาพในการใช้งานเป็นเวลานาน

การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง
การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง

Oil change It is very important because it is like the blood vessels that nourish the engine to work well. We should pay attention to when and how to change the oil. How to change the oil to help extend the life of the car. Normally, changing the oil when the car runs to 8,000 – 10,000 km or every 6 months. Whether motor oil from petroleum Semi-synthetic or synthetic But also depends on the use of the car. If used frequently, it can be changed every 5,000 kilometers or every 3 months.

Therefore, the driving distance should be considered Together with the time of change.
The car is left unused often. It is necessary to change the engine oil as well. Because the engine oil will react with the air causing it to deteriorate continuously, it also depends on the weather conditions of each terrain as well. For example, if cold weather causes

The car is difficult to start. While we slowly start the car The burning is not complete enough. Oil stains caused by not burning completely may mix with engine oil, which causes the oil to change. The oil filter should be changed together with the oil change. To help the new engine oil be used more efficiently, we should check the oil level regularly. For our cars to be effective for a long time.

ขอบคุณข้อมูลจาก : Google
สามารถติดตามข่าวสารเกี่ยวกับรถ : >>>ได้ที่นี่<<<